รพ.มนารมย์ ดูแลรอบด้านทางจิตเวช มุ่งพัฒนาและสร้างประโยชน์สู่สังคม

โรงพยาบาลมนารมย์ ดูแลรอบด้านทางจิตเวช  

มุ่งพัฒนาและสร้างประโยชน์สู่สังคม 

 

                   “แม้โรงพยาบาลมนารมย์จะเป็นโรงพยาบาลเอกชน เราก็ไม่ได้มองเป็นการค้า หรือมุ่งหวังกำไรเป็นหลัก แต่มุ่งหวังที่จะทำประโยชน์ให้กับผู้ป่วย และสังคมมากกว่า”
นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลมนารมย์
กล่าวกับวารสารวงการแพทย์ที่ได้มีโอกาสเยี่ยมเยียนโรงพยาบาลขนาด 20 เตียง อันแสนร่มรื่นบนเนื้อที่ 7 ไร่ ใกล้สี่แยกบางนา ที่เปิดให้บริการด้านสุขภาพจิตทั้งในด้านการส่งเสริม ป้องกัน การรักษา และฟื้นฟูสุขภาพจิต ปัญหาจิตเวชและระบบประสาทให้แก่ผู้ป่วย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ โดยบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน

                   นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโรงพยาบาลว่า ด้วยความต้องการบริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความสามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ คณะจิตแพทย์อาวุโสหลายท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้ก่อตั้งโรงพยาบาลมนารมย์ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว

                   โดยเปิดให้บริการดูแลรักษาเฉพาะทางสุขภาพจิตและจิตเวช ประกอบด้วย บริการผู้ป่วยนอก ฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม ทั้งแบบโปรแกรมกลางวันและแบบพำนักในโรงพยาบาล ซึ่งมีทั้งห้องกลุ่มกิจกรรมบำบัด ห้องสันทนาการ ห้องกายภาพบำบัด สนาม กลางแจ้ง ห้องสำหรับฝึกผ่อนคลายความเครียด เป็นต้น ซึ่งจุดเด่นของโรงพยาบาลคือการดูแลรอบด้านทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวช ทั้งด้านชีวภาพ จิตใจและบุคลิกภาพ และปัญหาแวดล้อม โดยการรักษาจะมี ทั้งการใช้ยาเพื่อรักษาทางด้านชีวภาพ และใช้จิตบำบัด กิจกรรมบำบัด ศิลปะบำบัด การพูดคุยเพื่อให้เกิดความเข้าใจตนเอง ปรับมุมมอง วิธีคิด ทำให้สามารถแก้ปัญหา หรือรับมือกับปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้น สามารถปรับตัวกับสังคมได้ดีขึ้น

                   “เป้าหมายหลักของทางโรงพยาบาล มองว่าคนเราประกอบด้วยสองส่วนคือกายกับใจ จะมีความสุขได้ต้องสุขทั้งกายและใจ แต่ที่ผ่านมาความเจริญก้าวหน้าทุกด้าน รวมทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นตอบสนองเฉพาะทางด้านกายมากกว่า ทำให้ปัจจุบันแม้คนจะสุขกายมากขึ้น แต่สุขใจน้อยลง ระดับความเครียดของคนในสังคมมีมากขึ้น ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทำให้รู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ความแข็งแรงทางด้านจิตใจน้อยลงกว่าแต่ก่อน เนื่องจากสถาบันหลักในสังคมอ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ศาสนา ทำให้คนขาดที่พึ่งมากขึ้น เมื่อแรงกดดันมากขึ้น ข้างในอ่อนแอลง โอกาสที่จะเจ็บป่วยทางด้านจิตใจก็มีมากขึ้น โดยปัญหาทางจิตเวชส่วนใหญ่อันดับหนึ่งคือโรคซึมเศร้า รองลงมาจะเป็นยาเสพติด โรคไบโพลาร์ และโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งทางโรงพยาบาล   มนารมย์จะเข้ามาเติมเต็มให้กับประชาชนในจุดนี้”

                   การบริหารโรงพยาบาลเอกชนนั้นไม่ง่าย โดยเฉพาะโรงพยาบาลมนารมย์ซึ่งพยายามสร้างความสมดุลระหว่างกำไร กับการทำประโยชน์ให้กับผู้ป่วยและสังคม “การบริหารงานโรงพยาบาลต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายกลุ่ม คือผู้รับบริการ หรือผู้ป่วย จะต้องได้รับการบริการที่ดีมีคุณภาพ ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น เร็วขึ้นเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าผู้ป่วยทางจิตเวชหนึ่งคนไม่ได้มีผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเองเท่านั้น ยังส่งผลไปถึงครอบครัวด้วย หากช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีอาการดีขึ้นได้เร็วขึ้น ก็เหมือนกับช่วยคนในครอบครัวนั้นให้พ้นจากความทุกข์ได้เร็วขึ้นด้วย ส่วนที่สองคือพนักงานโรงพยาบาล ผู้ที่จะทำงานทางด้านนี้จะมีความชัดเจนต่างจากผู้ที่ทำงานด้านอื่น คือเรื่องอารมณ์ และจิตใจ ผมพูดกับพนักงานอยู่เสมอว่าเราทำงานด้านนี้เหมือนได้ทำบุญทุกวัน คือช่วยเหลือคนให้พ้นจากความทุกข์ใจ อีกส่วนหนึ่งคือผู้ถือหุ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทำธุรกิจ แม้โรงพยาบาลมนารมย์จะเป็นโรงพยาบาลเอกชน เราก็ไม่ได้มองเป็นการค้า หรือมุ่งหวังกำไรเป็นหลัก แต่มุ่งหวังที่จะทำประโยชน์ให้กับผู้ป่วย และสังคมมากกว่า”

                   การทำประโยชน์ให้กับสังคมคือเป้าหมายหนึ่งของการดำเนินงานของโรงพยาบาลมนารมย์ จึงไม่แปลกเลยที่ทางโรงพยาบาลพยายามทำกิจกรรมส่งเสริมความรู้ต่าง ๆ ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง “ทางโรงพยาบาลมองว่าการให้ความรู้ประชาชนก็เป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งเช่นกัน เนื่องจากสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัญหาทางด้านจิตเวชรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น เกิดจากทัศนคติของประชาชนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจโรคทางด้านจิตเวช ทำให้การปัองกัน หรือการขอรับความช่วยเหลือช้ากว่าที่ควรจะเป็น จากที่แก้ไขง่ายก็เป็นแก้ไขได้ยาก ที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลจึงมีการจัดบรรยายให้ความรู้ทางด้านจิตเวช ทั้งด้านการป้องกัน การรักษา และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคแก่ประชาชน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ประมาณเดือนละครั้ง มีการบรรยายความรู้ให้กับองค์กรต่างๆ เช่น โรงเรียน ให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจเด็กในวัยต่างๆ และสำหรับในปีนี้ซึ่งครบรอบ 7 ปี ของทางโรงพยาบาล ได้ร่วมกับศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็ก การช่วยเหลือปัญหาต่าง ๆ แก่ผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ นักจิตวิทยา เป็นต้น”

                   ตลอดระยะเวลา 7 ปี ทางโรงพยาบาลมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ แต่ทางโรงพยาบาลยังตั้งเป้าให้สูงขึ้นไปอีกที่จะดูแลผู้ป่วยทางด้านจิตเวชให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ในทุก ๆ ด้านทางจิตเวช ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการล่าช้าในเด็ก หรือแม้แต่กลุ่มสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องการให้บริการประชาชนได้ทั่วถึงกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านการส่งเสริมการป้องกันทางด้านการให้ความรู้ สร้างภูมิต้านทานให้กับประชาชนในวัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คือให้ความรู้ในการเลี้ยงดูให้ถูกต้องแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงทางด้านจิตใจ หรือในผู้ใหญ่ก็ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้บุคลิกภาพแข็งแรงมากขึ้นเพื่อที่จะมีภูมิต้านทานสามารถรับกับปัญหาชีวิตและแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง

                   ในฐานะที่เป็นทั้งผู้บริหารและแพทย์ นพ.ไกรสิทธิ์ มองว่าคือ ‘โอกาส’ ที่จะช่วยเหลือส่วนรวมได้มากขึ้น โดยได้กล่าวฝากทิ้งท้ายถึงแพทย์ท่านอื่น ๆ ว่า “อาชีพแพทย์ถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และมีโอกาสที่ดีที่จะได้ช่วยเหลือผู้คน การที่เราได้รับเกียรตินี้จากผู้คนในสังคม แพทย์จะต้องรักษาเกียรตินั้นให้คงอยู่ด้วยการแยกเรื่องของส่วนรวมกับส่วนตัว โดยมองที่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าส่วนรวมดี ผมเชื่อว่าส่วนตัวก็จะดีตามไปด้วย ต้องดูแลผู้ป่วย และญาติของผู้ป่วยให้เหมือนกับคนในครอบครัว เพราะจริง ๆ แล้ว ทุกวันนี้เราก็อยู่ในสังคมที่เหมือนกับเป็นครอบครัวใหญ่ หากทุกคนในครอบครัวนี้เอาใจใส่กัน ห่วงใยกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน สังคมก็จะน่าอยู่ และจะรอดจากทุกปัญหาได้”