คนยุคดิจิทัล รมณ์เสียง่ายจัง

คนยุคดิจิทัล รมณ์เสียง่ายจัง 

สังเกตไหมคนสมัยนี้อะไรนิดอะไรหน่อยพอไม่ถูกใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็อารมณ์บ่จอย หงุดหงิด ขุ่นเคือง โกรธกันง่าย บางครั้งถึงขึ้นระเบิดอารมณ์ออกมาเลย ทั้งๆ ที่ผลจากการระเบิดอารมณ์ก็รู้ๆ อยู่ มีแต่เสียกับเสีย.. ไม่มีอะไรดี ทั้งเสียชื่อเสียง เสียเงิน เสียหน้าได้รับความอับอาย ถูกประณาม สารพัด

          ตัวอย่างมีให้เห็นทุกวัน เป็นข่าวบ้าง ไม่เป็นข่าวบ้าง เช่น กรณีสองสามีภรรยานักท่องเที่ยวจีน สาดน้ำร้อนใส่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินหนึ่ง สาเหตุไม่ได้นั่งที่เดียวกันและพานหาเรื่องก่อความวุ่นวายเรื่องต่างๆ หรือกรณีลูกสาวของสายการบินชื่อดังเกาหลี ซึ่งเป็นรองประธานของสายการบิน ด้วยความไม่พอใจพนักงานต้อนรับเสิร์ฟถั่วโดยไม่แกะใส่จาน ถึงขั้นออกคำสั่งขับไล่พนักงานคนนั้นลงจากเครื่องทั้งๆที่เครื่องกำลังแท็กซี่ไปบนรันเวย์เตรียมทะยานขึ้นฟ้า ทำให้กัปตันต้องนำเครื่องกลับไปจอดเทียบอาคารผู้โดยสารใหม่

          ผลจากทั้งสองเหตุการณ์ทำให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ พลอยเดือนร้อนไปหมด สองนักท่องเที่ยวจีนจ่อถูกทางจีนลงโทษฐานทำให้ประเทศชาติเสียชื่อ ส่วนเคสหลังลูกสาวของสายการบินเกาหลีถูกสังคมประณามจนต้องลาออกจากตำแหน่ง

          แต่ที่ช็อกสายตาคนไทยอย่างมากคงต้องยกให้คลิปหลวงพี่ (วัดไหนไม่ทราบ) ทำหัตถประหารฟาดไปที่บริเวณหน้าและศีรษะของฝรั่งคนหนึ่งสองสามทีจนหน้าหัน ซึ่งฝรั่งคนนั้นทราบชื่อภายหลังคือ “เจฟ” เป็นครูสอนภาษาในประเทศไทย ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้บุรุษผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ต้องแสดงพฤติกรรมผิดวิสัยสมณะที่ควรจะสำรวมกาย วาจาให้น่าเคารพต้อง “นอตหลุด” จากพระเป็นนักเลง กลับกัน เจฟกลับมี “ใจเป็นพระ” ยืดอกบอกว่า “ไม่เป็นไร ฉันรักเมืองไทย ฉันไม่ติดใจเอาเรื่อง” แต่บอกได้เลยว่า คนสมัยนี้โกรธกันง่ายเหลือเกิน

สองปัจจัยทำไมคนสมัยนี้ฉุนง่าย 

          นพ. ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย กรรมการผู้จัดการและจิตแพทย์ โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำคนยุคนี้ขี้หงุดหงิด โกรธง่าย เจ้าอารมณ์มาจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยภายนอกและภายใน ภายนอกมาจากสภาพแวดล้อมและความกดดันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน จากปัญหาที่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่การระบาดของยาเสพติดทำให้คนเครียดมากขึ้น สถาบันครอบครัวอ่อนแอลง พ่อแม่ลูกไม่มีเวลาให้กันผิดกับสมัยก่อนเวลากินข้าวก็พร้อมหน้า ขณะที่สถาบันทางศาสนาก็มีบทบาทน้อยลง ระบบการศึกษาก็เน้นกิจกรรม วิชาการ และการประเมินผลมากกว่ากิจกรรมทางด้านจิตใจ ทำให้ครูและนักเรียนไม่ค่อยมีความผูกพันกันเหมือนสมัยก่อน

          “สิ่งสำคัญพัฒนาการของสังคมไทยเน้นวัตถุนิยมมากเกินไป ทำให้ระดับการแข่งขันของคนแต่ละช่วงวัยสูงขึ้นไปตาม จะเห็นว่าพ่อแม่จะเร่งลูกตั้งแต่เล็กๆ เข้า ป.1 ก็ให้กวดวิชา ยิ่งสอบเข้ามหาลัยยิ่งแข่งขันหนัก ทำงานก็แข่งกันไม่หยุด ทุกคนพยายามไขว่คว้าให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ นี่คือปัจจัยภายนอก ขณะที่ปัจจัยจากภายในจะเห็นว่าพัฒนาการทางจิตใจหรือความแข็งแรงของจิตใจของคนสมัยนี้ลดลงเยอะ เมื่อก่อนความกดดันไม่โหลดน้ำหนักขนาดนี้ ที่เป็นอย่างนี้ก็โยงมาที่การแข่งขันกันทางวัตถุ พ่อแม่ต้องดิ้นรนทำมาหากินเลยมีเวลาให้น้อย ไม่มีเวลาสอนหรือให้กำลังใจลูก ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวลดน้อยลงไปด้วย”

          นอกจากนี้ เรื่องของเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ต้องยอมรับว่ามีผลต่อพัฒนาการทางด้านจิตใจอย่างมาก จะสังเกตเห็นว่าคนยุคดิจิทัลมีความอดทนรอคอยน้อยลง และมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดผิดกับสมัยปู่ย่าตายายหรือสมัยพ่อแม่

          “สมัยก่อนการบันเทิงจะได้ชมกันก็ต้องรองานวัด ดูหนังกลางแปลง หรือทีวีเครื่องหนึ่งดูกันสามบ้านสี่บ้าน แต่ยุคนี้ความบันเทิงมี 24 ชั่วโมง แทบไม่ต้องการรออะไร บ้านหลังหนึ่งมีทีวี 4-5 เครื่องรีโมทพร้อม เมื่อก่อนไม่มี ถ้าเปลี่ยนช่องต้องเดินไปกดหรือหมุนปุ่มที่เครื่อง สมัยนี้ถ้าวันไหนรีโมทหายหรือเสียใช้ไม่ได้ก็จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที นี่คือผลจากเทคโนโลยีที่ทำให้คนเรามีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเองได้น้อยลง และมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดความไม่พอใจ หงุดหงิด ผิดหวัง นอกจากนี้คนสมัยนี้ยังขาดทักษะทางอารมณ์คือความสามารถในการรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยมี เช่น พอโกรธก็รู้ตัวว่าฉันกำลังจะโกรธแล้วควรทำยังไงจะไม่เกิดเรื่อง แต่เดี๋ยวนี้พอทนไม่ได้ก็เปรี้ยงออกมาไม่มีสติในการกำหนดรู้”

ฝึกรับมือความโกรธ 

          บ่อยครั้งเมื่อคนเราอารมณ์เสียและโกรธมักไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ตามมาเช่น เมื่อถูกขับรถปาดหน้า หรือถูกแซงคิว คนที่ถูกกระทำมักจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่อาจจะไปต่อว่าคนทำ ส่วนคนทำแทนที่จะขอโทษก็เถียง สุดท้ายไม่มีใครยอมก็เกิดการทะเลาะทำร้ายร่างกันขึ้น เพราะฉะนั้นคนเราควรจะมีวิธีในการควบคุมอารมณ์เมื่อโกรธใครสักคนขึ้นมา

          นพ. ไกรสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องของอารมณ์จิตใจนั้นสัมพันธ์กับทางกาย การที่จะดูแลอารมณ์ให้ดีได้ขึ้นกับพื้นฐานทางกายด้วย คือกายต้องกินอิ่มนอนหลับ ถ้าหิวกินไม่อิ่มนอนไม่พอก็จะหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ทำงานก็ต้องพักผ่อนหย่อนใจ เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร ขนาดม้าที่เดินทางไกลยังพักให้น้ำ ซึ่งจิตใจของเราจะทำงานผ่านสมองเมื่อสมองเคร่งเครียดควรเบรกไม่อย่างนั้นความเครียดจะสูงขึ้น นอกจากนี้ควรหาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สบายใจ เช่น ฟังเพลง เล่นโยคะ อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ นั่งสมาธิ หากโกรธใครในขณะนั้นอาจใช้วิธีนับหนึ่งถึงสิบเพื่อให้จิตได้ผ่อนคลาย ณ เวลานั้นอาจมีทางออกที่ดี

          “อย่างน้อยในแต่ละวันต้องมีกิจกรรมผ่อนคลายสัก 10 นาที 15 นาที เป็นการทำความสะอาดจิตใจและผ่อนคลายความเครียดออกไปเพิ่มพลังจิตใจให้ตัวเอง พร้อมที่จะไปปฏิบัติงานต่อ อีกอย่างควรพัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์ด้วย”

          การมองชีวิตในแง่บวกซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ามองแง่บวกไม่ได้ไม่ว่าจะกับตนเองหรือกับผู้อื่นก็จะทำให้ไม่เกิดพลัง ไม่มีกำลังใจ อาจท้อแท้ผิดหวังหรือโกรธเสียใจได้ง่าย แต่ถ้าสามารถมองชีวิตในแง่บวกได้มากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนคนนั้นจะเป็นคนที่โกรธยากขึ้นและให้อภัยได้ง่ายขึ้นกับคนที่เห็นแก่ตัว

          จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ เตือนว่าเมื่อคนเราโกรธหงุดหงิดบ่อยๆ ก็จะเกิดผลเสียกับคนโกรธทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายผู้นั้นมีจุดอ่อนตรงไหนก็จะไปออกอาการตรงนั้น บางคนปวดหัว นอนไม่หลับ หายใจไม่อิ่ม เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ปวดหัว ปวดคอ ยิ่งทำให้หงุดหงิดง่าย คนที่มีความเครียดสะสมอยู่นานๆ ระบบร่างกายถูกกระทบภูมิต้านทานลดลง โอกาสเจ็บป่วยก็เป็นง่าย รวมถึงอาจมีความเกี่ยวพันกับโรคมะเร็งด้วย

ที่มา:              Magz โพสต์ทูเดย์ คอลัมน์ Scoop หน้า 8-9 ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2557