สุรากับความรุนแรงต่อนักท่องเที่ยว: รัฐต้องรีบจัดการก่อนภาพลักษณ์จะเสียหายไปกว่านี้

ข่าวนักท่องเที่ยวอังกฤษพ่อแม่ลูก 3 คนถูกรุมทำร้าย โดยวัยรุ่นไทย 4 คนที่เมาสุรา ระหว่างเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่หัวหินในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังการจับกุมผู้ก่อเหตุทั้ง 4 คนได้ สารภาพว่า ดื่มเบียร์ไปทั้งสิ้น 16 ขวด ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันเกิดเหตุ เมื่อถูกนักท่องเที่ยวเดินชนกอปรกับมีอาการเมาสุราจึงได้ทำร้ายนักท่องเที่ยวดังกล่าวขึ้น หลังเกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ถูกทำร้ายได้ให้สัมภาษณ์ Mirror หนังสือพิมพ์ชื่อดังของอังกฤษว่า “ทั้ง 3 คน จะไม่มีวันกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกแล้ว” (Mullin and McCarthy, 2016) เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยที่มีสาเหตุหลักมาจากการเมาสุราของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง

          การทะเลาะวิวาทเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา งานวิจัยของประเทศไทยชิ้นหนึ่ง พบว่า การดื่มสุราทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการทะเลาะวิวาทเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าในเพศชาย และ 14 เท่าในเพศหญิง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการดื่มสุราออกฤทธิ์ต่อสมองทำให้อารมณ์ของผู้ดื่มแปรปรวนในลักษณะก้าวร้าว และมีการตัดสินใจแย่ลง ในกลุ่มที่ดื่มสุราเป็นประจำ เพศชายเกือบครึ่งหนึ่งและเพศหญิงประมาณ 1 ใน 3 เคยประสบเหตุทะเลาะวิวาทเนื่องจากการดื่มสุรา (ทานตะวัน สุรเดชาสกุล, 2556)

          มีตัวเลขสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลกระทบจากการดื่มสุราในประเทศไทย จากการรวบรวมคดีอาญาในจังหวัดลพบุรี ในจำนวนคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดทำให้เสียทรัพย์กว่าครึ่ง (59.1%) มีความเกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา รองลงมาได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับเพศ (34.8%) และความผิดต่อร่างกาย (20.8%) (ทานตะวัน สุรเดชาสกุล, 2556) ในการสำรวจอันตรายต่อผู้อื่นจากการดื่มสุรา (The Harm to Others from Drinking) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลก และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รายงานว่า กลุ่มตัวอย่างกว่า 80% บอกว่าเคยได้รับความเดือดร้อนจากการดื่มสุราของผู้อื่นในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก และที่ยิ่งน่าตกใจไปกว่านั้น ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนมีถึง 25% ที่ตอบว่า เด็กและเยาวชนที่อยู่ในความดูแลเคยได้รับความเดือดร้อนจากการดื่มสุราของผู้อื่นในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา (Waleewong et al., 2015) จะเห็นได้ว่า การดื่มสุรานอกจากก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ดื่มแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้คนรอบข้าง และสังคม ไม่เว้นแม้แต่เยาวชนซึ่งถือว่าเป็นอนาคตของชาติ

          เมื่อการดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้ถึงเพียงนี้ จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องลงมาจัดการแก้ไขปัญหา ลักษณะการดื่มสุราของวัยรุ่นที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวที่หัวหินนั้นเป็นลักษณะของการดื่มสุราแบบตั้งวงดื่มในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งการดื่มในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในหลายประเทศโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (อรทัย วลีวงศ์, 2559) ประเทศไทยจึงควรมีการออก “กฎหมายการห้ามดื่มสุราในพื้นที่สาธารณะทั่วไป” และมีการกวดขันจับกุมผู้ที่ดื่มสุราในสถานที่ที่กฎหมายได้ห้ามไว้แล้ว เช่น วัด สถานศึกษา บนถนนหลวง สถานีขนส่ง อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลักษณะการทำร้ายนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิดขึ้นอีก

          กฎหมายการห้ามดื่มสุราในพื้นที่สาธารณะที่กล่าวมาข้างต้น ในต่างประเทศมักถูกเรียกกันว่า “Open container law” โดยมีหลักการ คือ การดื่มสุราในพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ ทางเท้า ที่จอดรถ และรวมไปถึงการดื่มสุราขณะโดยสารบนยานพาหนะ (ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับหรือไม่ก็ตาม) ถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย (การกำหนดพื้นที่สาธารณะอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ) โดยหลักฐานที่ใช้ในการดำเนินคดี คือ “บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มสุราที่ถูกเปิดฝาออก” (open container) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียกกฎหมายลักษณะนี้

          ยกตัวอย่างเช่น นาย A เดินถือกระป๋องเบียร์ที่เปิดฝาแล้วอยู่บนทางเท้า แม้นาย A ไม่ได้แสดงพฤติกรรมการดื่มเบียร์ให้เห็นหรือมีพฤติกรรมเมาสุราก็ตาม ถือว่านาย A กระทำผิดกฎหมายการห้ามดื่มสุราในพื้นที่สาธารณะทันที ข้อดีของกฎหมาย Open container law คือ กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหลักฐานการกระทำความผิด คือ บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มสุราที่ถูกเปิดฝาออก ซึ่งง่ายแก่การจับกุมดำเนินคดี กฎหมายการห้ามดื่มสุราในพื้นที่สาธารณะในลักษณะ Open container law จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ภาครัฐสามารถนำมาใช้ในการป้องกันปัญหาความรุนแรงจากการดื่มสุราในลักษณะที่เกิดกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่หัวหินได้

          การออกกฎหมายการห้ามดื่มสุราในพื้นที่สาธารณะทั่วไป ในลักษณะ Open container law พร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วอย่างจริงจัง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ภาครัฐของไทยสามารถทำได้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และเป็นมาตรการป้องกัน/ลดการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต

 

สามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ http://medipe2.psu.ac.th/tsaan/content_info.php?cid=9

ที่มา :      

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.), สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

โดย ดร.นพ. อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว