สมดุลชีวิต...จัดได้ไม่ยาก

"เรื่องปริญญา 2 ใบ" ...

ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร เรียนจบจากอเมริกา เป็นเพอร์เฟคชั่นนิส ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุด กลับมาเมืองไทย ทุ่มเทกับการทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ มีชื่อเสียง มีทุกอย่าง ยกเว้นเวลาให้กับตัวเองและครอบครัว  ลูกเมียต้องการพบ เขาบอกให้ไปเจอพ่อที่ออฟฟิศ 

วันหนึ่งขณะไปพักผ่อนที่ปากช่อง หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป ภรรยาพาเข้าโรงพยาบาล ตรวจร่างกายพบว่าเป็นมะเร็ง พอพบปุ๊บก็เป็นระยะสุดท้ายเลย ที่จริงร่างกายเค้าก็เตือนมาตลอด แต่ไม่มีเวลาไปตรวจมัน พอรู้ก็สายเสียแล้ว แก้ไขไม่ได้ 

แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคนบันทึกชีวิตเขาก่อนจะเสียชีวิตว่า เขาต้องไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว รู้สึกสังเวชตัวเองมาก แทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่ กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก 

ก่อนจะเสียชีวิต ดร.อภิวัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า “พ่อผมเคยบอกว่า เกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ ปริญญาใบแรก คือ "ปริญญาวิชาชีพ" ที่เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่ายๆ ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง และ "ปริญญาวิชาชีวิต" เป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง” 

“ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะทำงานจนป่วยตาย ก่อนที่จะเสียชีวิต ดร.อภิวัฒน์ ได้สารภาพว่า ผมได้เตรียมทุกอย่าง บ้าน รถ ไว้มอบให้กับลูกและภรรยา แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา สิ่งนั้นคือ สิ่งที่ผมลืมและทำให้ ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้ สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย”

 

โลกใบนี้เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยชีวิตของทุกคน มีวิชาหลักๆ ที่ทุกคนต้องเรียน ปฏิบัติ และสอบให้ผ่าน คือ วิชาหน้าที่ต่อตัวเอง วิชาหน้าที่ต่อครอบครัว วิชาหน้าที่การงานการเรียน หน้าที่ต่อเพื่อนฝูงและสังคม โดยที่แต่ละคนมีทรัพยากรในชีวิต คือ เวลาและเงินทอง (ดูภาพประกอบ) ซึ่งทรัพยากรที่กล่าวนี้ อาจมีมากน้อย    ไม่เท่ากัน ขึ้นกับโชคและโอกาสในชีวิต

มหาวิทยาลัยชีวิตนี้ ไม่ใช่เรียน 4 ปีจบ แต่จะต้องเรียนตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละคนไม่จำเป็นต้องได้เกรด A ทุกวิชา ขอแต่อย่าให้ได้ F ในวิชาหนึ่งก็โอเคแล้ว ใครที่ไม่ได้เกรด A ไม่ได้แปลว่าแย่หรือล้มเหลว ขอให้เกรดเฉลี่ยผ่านก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ส่วนบางคนได้ A ในวิชาหน้าที่การงาน และได้ F ในวิชาหน้าที่ต่อครอบครัว หรือได้ F ในวิชาหน้าที่ต่อตัวเอง คือ สุขภาพกายแย่ สุขภาพใจแย่ ป่วยหนัก ก็ไม่ถือว่าสอบผ่าน ถือว่าสอบตก

            คนเราจะมีชีวิตอยู่รอดในโลกนี้ได้นั้น จะอาศัยสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตเพียงไม่กี่อย่าง เช่น น้ำ อากาศ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ฯลฯ ซึ่งสิ่งจำเป็นพื้นฐานเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการทางกาย แต่มนุษย์มีความต้องการที่มากกว่า คือ ความต้องการทางใจ

ทั้งนี้ สิ่งจำเป็นพื้นฐานเป็นความต้องการที่มีที่สิ้นสุด กินอาหารอิ่มแล้วก็คือจบ แต่ความต้องการทางใจนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ต้องกินอาหารร้านหรู ร้านแพง เพราะไม่มั่นใจในคุณค่าของตัวเอง (ในระดับจิตใต้สำนึก) ต้องทำทุกอย่าง ทุ่มเทเงินทองและเวลาในชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีคุณค่า เก่ง ฉลาด ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง ร่ำรวย มีรถ มีบ้าน มีเครื่องใช้เครื่องประดับหรูหรา ราคาแพงๆ เป็นที่นับหน้าถือตา ต้องการเป็นยอดนักธุรกิจ ต้องการให้ลูกเป็นแชมป์ ซึ่งหลายๆ คนต้องลงทุนด้วยสุขภาพกาย สุขภาพใจ และชีวิตครอบครัวของตัวเอง ไม่มีเวลาเอาใจใส่ครอบครัวจนเกิดปัญหาครอบครัวแตกแยกล้มเหลว ไม่มีเวลาเอาใจใส่สุขภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การออกกำลังกาย การพักผ่อนหย่อนใจ มีแต่ความเครียด บางคนต้องประสบกับการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

            คนในโลกนี้มีหลายประเภท มีความถนัด มีศักยภาพไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน บางคนเป็นม้าถนัดวิ่ง บางคนเป็นปลาถนัดว่ายน้ำ เป็นลิงถนัดปีนป่าย เป็นนกถนัดบิน เป็นงูถนัดเลื้อย ดังนั้นเป้าหมายชีวิตและการหาความสุขย่อมแตกต่างกัน การนำมาเปรียบเทียบกัน ใช้เกณฑ์เดียวกันย่อมก่อให้เกิดปัญหา การที่คนเหล่านี้จะมีความสุขในชีวิตได้ต้องมีทักษะสำคัญทางจิตใจ คือ ฝึกให้มีความมั่นใจว่าฉันโอเค (ในระดับจิตใต้สำนึก) สามารถบอกตัวเองได้อย่างมั่นใจว่าฉันมีคุณค่า มองตัวเอง มองคนอื่น และมองโลกในแง่บวกได้ ไม่ต้องรอพิสูจน์หรือให้คนอื่นมาบอก   มายกย่อง ถ้าสามารถทำได้เช่นนี้ก็จะช่วยลดความกดดันในชีวิตลงไปได้มาก การกำหนดเป้าหมายด้านต่างๆ      ในชีวิตก็จะสอดคล้องกับความเป็นจริงไม่สูงจนเกินไป หาความสุขได้ง่ายขึ้น

            ถัดจากทักษะทางจิตใจแล้วก็ต้องมาพิจารณาทรัพยากร หมายถึง เงินและเวลา ที่ชีวิตของแต่ละคนมี เพื่อกำหนดระดับเป้าหมายในชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว และชีวิตส่วนตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมของแต่ละคน ว่าส่วนใดควรเป็นเท่าใดโดยไม่มีส่วนใดถูกละเลย ยกตัวอย่าง การกำหนดกิจกรรมพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อน จากกรณีครอบครัวที่มีทรัพยากรไม่เท่ากันจากมากไปหาน้อย อาจมีแผนการเที่ยวแตกต่างกัน เช่น     บางครอบครัวไปเที่ยวยุโรป บางครอบครัวอาจไปเที่ยวญี่ปุ่น บางครอบครัวอาจไปเที่ยวลาว บางครอบครัวอาจไปเที่ยวเชียงใหม่ หรืออยุธยา แต่ละแห่งใช้งบต่างกัน แต่ก็สามารถทำให้ครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกัน มีความสุข  มีความอบอุ่น สนุกสนานมีความทรงจำที่ดีได้ โดยไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินจนเกินไป ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ ที่รับผิดชอบได้ มีชีวิตพอเพียงไม่สร้างปัญหาภาระแก่ชีวิตด้านอื่น

            ทักษะที่จำเป็นสำคัญต่อไปคือ การจัดการเรื่องการใช้เวลาและการใช้เงิน ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าจะดำเนินการต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมายได้ตามแผนหรือไม่ เรียนรู้การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง รวมทั้งเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ กรณีที่มีการร้องขอเรื่องเงินทอง (การขอยืมเงิน) ที่เกินความเหมาะสม หรือร้องขอเรื่องเวลา (การขอให้ช่วยงาน) ที่ไม่สมควรแก่เหตุ

            ถ้าหากแต่ละคนสามารถมองเห็นภาพรวมของภาระหน้าที่ในชีวิตของคนเอง รู้จักกำลังของทรัพยากรตัวเอง กำหนดระดับเป้าหมายที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมทั้งรู้จักวิธีบริหารเวลาและเงินได้เหมาะสม ก็น่าจะมีชีวิตที่สมดุลและหาความสุขได้ไม่ยาก

            อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกทุนนิยมที่ใช้วิธีเร่งกระตุ้นการบริโภคอย่างมาก ดังนั้นทำให้หลายคนที่จิตใจไม่หนักแน่นพอ มักจะเฉไฉเปลี่ยนระดับเป้าหมาย ความต้องการ ขยับหนีสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อาจทำให้ชีวิตตกอยู่ในวังวนที่หาความสุขไม่ได้สักที สิ่งหนึ่งที่สมควรพิจารณาคือ โลกนี้มีแต่ความไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่า ชีวิตใครจะอยู่ได้สั้นหรือยาวเท่าไหร่ ดังนั้น บางทีความสุขอาจไม่ได้หมายถึงการไปถึงเป้าหมายที่กำหนด แต่เป็นการดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่กำหนดและสามารถชื่นชมสิ่งรอบข้างในชีวิตระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมาย      ซึ่งสามารถทำให้ทุกวันในชีวิตเป็นวันที่มีความสุขได้

บทความโดย :


นายแพทย์ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย จิตแพทย์และกรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลมนารมย์