ทำอย่างไรดี เมื่อสงสัยว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่

ทำอย่างไรดี เมื่อสงสัยว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ 

ออทิสติก คือ โรคที่เกิดจาก

ความผิดปกติของสมอง ทั้งในด้านโครงสร้าง หน้าที่การทำงานของสมอง และสารเคมีในสมอง ส่งผลให้สมองเกิดอาการผิดปกติในเด็ก ได้แก่ ทักษะภาษาล่าช้า ทักษะสังคมล่าช้ากว่าวัย ในเด็กบางคนสามารถตรวจพบความผิดปกติหลังจากอายุ 1 ½ - 2 ขวบก็มี เช่น จากที่เคยพูดได้คล่อง กลับหยุดพูดไป หลังสูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยทำได้แล้ว เป็นต้น


สาเหตุของโรคนี้ ยังไม่แน่ชัด จากงานวิจัยพบว่าน่าจะเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น ปัจจัยด้านพันธุกรรม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

 เช่น พ่อหรือแม่มีอายุมาก มีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น

พ่อแม่หลายๆ คนที่เกิดความสงสัยว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ มักคิดไปก่อนว่า “ลูกฉันคงไม่เป็นหรอก แค่พูดช้าเฉยๆ เดี๋ยวก็พูดได้เอง รอดูไปก่อน” ซึ่งความคิดเช่นนี้อาจทำให้เด็กๆ หลายคนเกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งส่งผลเสียต่อการรักษาเด็กออทิสติก

ในปัจจุบันพบว่า กลุ่มเด็กออทิสติกที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรก (Early Detection) และได้รับการรักษากระตุ้นพัฒนาการอย่างทันท่วงทีนั้น มีผลการรักษาที่ดีกว่า และมีพัฒนาการที่ดขึ้นได้เร็วกว่ากลุ่มเด็กออทิสติกที่มารับการรักษาล่าช้า (แต่อย่างไรก็ตาม อาจขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ระดับสติปัญญาของเด็ก โรคที่พบร่วมอื่นๆ เป็นต้น)
วิธีการสังเกตอาการเบื้องต้น หากลูกๆ มีอาการเหล่านี้เพียงแค่ บางข้อ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาน้องมาประเมิน เนื่องจากมีความเสี่ยงเป็นโรคออทิสติก

1. สัญญาณเตือนในเด็กทารกและเด็กวัยอนุบาล

          อายุ 6 เดือน      ไม่มีการแสงออกทางสีหน้า หรือไม่ยิ้มตอบโต้ผู้ใหญ่สบตาน้อย

          อายุ 9 เดือน      ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่ยิ้ม

          อายุ 12 เดือน    ยังพูดแบบไม่เป็นภาษา (Bubbling) เช่น ปาปา ดา กา ยังไม่มีภาษาท่าทาง เช่น ชี้นิ้ว ท่าเอื้อมหยิบของ โบกมือลา
                                    เป็นต้น เรียกชื่อ แล้วไม่ค่อยหันตามเสียงเรียก

          อายุ 16 เดือน    ยังไม่พูดคำที่มีความหมาย เช่น หมา

          อายุ 24 เดือน    ยังไม่พูดคำที่มีความหายหรือวลีสั้นๆ เช่น กินข้าว ไปเที่ยว จะเอาหรือการสูญเสียทักษะบางอย่างที่เด็กเคยทำได้แล้ว
                                    เช่น เคยพูดได้แล้วหยุดพูดไป หรือ ภาษาท่าทางต่าง หายไป

2. สัญญาณเตือนในเด็กทุกวัย

- หลีกเลี่ยงการสบตา ชอบอยู่คนเดียวมากกว่าเข้ากลุ่มกับเพื่อน (เด็กบางคนมักไปหลบตามห้องสมุด หลีกเลี่ยงการเข้ากิจกรรมที่มีเพื่อนเยอะๆ)

- ไม่เข้าใจสีหน้า / อารมณ์ และความรู้สึกของคนอื่น

- มีภาษาที่ล่าช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน (สังเกตได้จากความสามารถในการล่าช้า เมื่อเทียบกับเพื่อนในชั้นเรียน การเรียงประโยคอาจสับสน
  ไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เป็นต้น)

- พูดทวนประโยคซ้ำไปมาตามผู้ใหญ่ เช่น ผู้ปกครองถามว่า “ไปไหนมา” น้องตอบว่า “ไปไหนมา”

- หงุดหงิดมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงลำดับกิจวัตรประจำวันเพียงเล็กน้อย เช่น ไม่ยอมใส่เสื้อผ้าหากไม่เรียงตามลำดับ
   แบบเดิมที่เคยใส่ ต้องใส่เสื้อก่อนใส่กางเกงทุกครั้ง เป็นต้น

-  มีความสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบหมกมุ่น ซ้ำๆ และจำกัด และมักคุยแต่เรื่องที่ตนเองสนใจเท่านั้น
   (เช่น สนใจของหมุนๆ จ้องพัดลม จ้องล้อรถ สนใจรถยนต์ รู้รายละเอียดทุกยี่ห้อ เป็นต้น)

- ทำพฤติกรรม/ท่าทางซ้ำๆ สะบัดมือ หมุนตัว โยกตัว

- มีการรับรู้ด้านประสาทสัมผัสที่ผิดปกติ (มากเกินไป/น้อยเกินไป) เช่น ไวต่อเสียง รสชาติ แสง มากเกินปกติ เป็นต้น

 

บทความโดย :


พญ.ปรารถนา เจรียงประเสริฐ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์