เด็กแกล้งกัน (Bullying) ผลร้ายต่อทั้งคนโดนแกล้งและคนแกล้ง

เด็กแกล้งกัน (Bullying)
ผลร้ายต่อทั้งคนโดนแกล้งและคนแกล้ง

 

          การเล่นกันบางครั้งอาจมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ทำให้เกิดการโต้เถียง ด่าว่า ข่วน ตี เตะ ต่อย ผู้ใหญ่มักตักเตือน ลงโทษ และปล่อยผ่านไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่เด็กเล่นกันเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจแกล้ง แต่ความจริงนั้นเด็กตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไปสามารถที่จะจงใจกลั่นแกล้งเพื่อนได้ เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี แต่อาจสังเกตได้ยากเพราะวิธีการแกล้งยังไม่รุนแรง ไม่มีร่องรอยให้เห็นหรือฝ่ายที่ถูกแกล้งยังไม่สามารถบอกเล่าให้ผู้ใหญ่ทราบว่าตัวเองถูกแกล้ง ดังนั้นผู้ปกครอง คุณครู หรือคนดูแลควรตระหนักถึงความสำคัญของการแกล้งกันในเด็กเล็ก เพราะการให้ความช่วยเหลือ อบรมสั่งสอนสิ่งที่ถูกต้องในขณะที่เหตุการณ์ยังไม่รุนแรงจะได้ผลดีกว่า ซึ่งผลเสียที่ตามมาจากการแกล้งกัน ไม่ได้เกิดแค่กับเด็กที่ถูกแกล้งเท่านั้น ฝ่ายที่แกล้ง และคนที่เห็นเหตุการณ์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นาน อาจนำไปสู่การแกล้งกันที่จริงจังและรุนแรงมากขึ้น และผลเสียที่เกิดกับเด็กทุกคนที่เกี่ยวข้องจะยิ่งมากตามไปด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากการแกล้งกัน  

          คนที่ถูกแกล้ง มักจะหวาดกลัว ไม่มั่นใจที่จะเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง เพราะถูกฝ่ายที่แกล้งข่มขู่ ไม่ให้ไปบอกใคร หรือเด็กเองคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีใครช่วยได้ ทำให้เก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว ผลที่ตามมากจากการถูกแกล้งทำให้เด็กมี Self-esteem ไม่ดี เครียดกังวล ซึมเศร้า ไม่ยอมไปโรงเรียน หากรุนแรงมาก อาจพยายามทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายได้

          คนที่แกล้งเพื่อน เด็กกลุ่มนี้อาจมีปัญหาการเรียน ปัญหาอารมณ์และพฤติกรรม หรือปัญหาด้านอื่นๆ ที่ทำให้เด็กมี Self-esteem ไม่ดี มีความเครียด ไม่สบายใจ ต้องการหาวิธีระบายความเครียดของตัวเองออกมา เด็กต้องการได้รับการยอมรับและความสนใจจากเพื่อน เลยต้องแกล้งคนอื่น เพื่อให้ตัวเองมีตัวตน มีอำนาจ หากเด็กที่เป็นฝ่ายแกล้งไม่ได้รับคำแนะนำช่วยเหลือตั้งแต่แรก หรือไม่ได้รับการรักษาโรคร่วมที่เป็นเหตุที่ทำให้มีพฤติกรรมแกล้งคนอื่น เช่น สมาธิสั้น ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disorder) เด็กมีแนวโน้มที่จะแกล้งคนอื่นไปเรื่อยๆ ใช้วิธีการแกล้งที่รุนแรงมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมไม่ดีอื่นๆ ตามมา เช่น การใช้สารเสพติด โดดเรียน ใช้กำลังทะเลาะวิวาท

คนที่เห็นเหตุการณ์ เด็กที่พบเห็นความรุนแรงจากการแกล้งกัน จะเกิดการเรียนรู้ว่าการไปแกล้งคนอื่นนั้น เป็นเรื่องสนุก รู้สึกสะใจที่เห็นฝ่ายโดนแกล้งร้องไห้ หวาดกลัว และคิดว่าเด็กที่แกล้งเพื่อนดูเจ๋ง มีอำนาจ ได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนคนอื่น เด็กอาจเปลี่ยนเป็นคนที่ไปแกล้งเพื่อนบ้างเพราะกลัวว่าตัวเองอาจโดนแกล้ง เลยต้องทำตัวเป็นพวกเดียวกับฝ่ายที่แกล้ง หรือเพราะอยากรู้สึกดีกับการที่ทำให้คนอื่นกลัวได้ 

การฝึกเด็กให้มีทักษะป้องกันตัวเอง 

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยหยุดเรื่องการแกล้งกันได้ คือ ทุกคนทั้งตัวเด็กและคนรอบข้าง ต้องเข้าใจตรงกันว่าเรื่องการแกล้งกันไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่แค่เด็กๆ เล่นกัน หรือเป็นเรื่องที่เด็กสามารถจัดการกันได้เอง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องความก้าวร้าวรุนแรงที่จะส่งผลเสียทั้งในระยะสั้นและระยะยาวกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรตัดสินความรุนแรงของการแกล้งกันแค่ทางร่างกายที่บาดเจ็บหรือทรัพย์สินที่เสียหายเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องบาดแผลทางใจที่เกิดขึ้นด้วย เช่น การพูดล้อเลียนปมด้อย ด่าว่า ใส่ร้าย นินทา กีดกันออกจากกลุ่ม หรือกลั่นแกล้งกันทางโซเชียลมีเดีย อาจไม่มีหลักฐานให้เห็นชัดเจน แต่กลับส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก เด็กจะรู้สึกไร้ค่า ไม่เป็นที่ต้องการ  ผู้ปกครอง คุณครูและผู้ดูแลสามารถให้สร้างความเข้าใจและฝึกเด็กให้ป้องกันตัวเองจากการโดนเพื่อนแกล้ง ได้ดังนี้

- สอนเด็กตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนเรื่อง “การแกล้งกัน” เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับ คุณครูเองเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยสอดส่องดูแล และให้การช่วยเหลือเด็กแต่แรก (Early Intervention)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด เช่น ตอนพักกลางวันที่เด็กเล่นกัน การสอนหรือตักเตือนที่ดีควรทำทันทีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น
- สอนให้เด็กรู้จักการปฏิเสธ (Assertive) เอาตัวรอด และการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ให้พูดคุยกับเด็กเลยว่า ถ้าถูกแกล้งต้องไปบอกใคร จัดการอย่างไร ในหลายๆ สถานการณ์ เช่น ถ้าถูกแกล้งตอนพัก ให้ไปหาครูที่ห้องพักครู

- สอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการถูกแกล้ง เช่น มุมอับลับตาคนในโรงเรียน บริเวณที่เด็กเกเรไปรวมตัวกัน

- ให้เด็กมีเพื่อนเป็น Buddy หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เพราะเด็กที่จะแกล้งคนอื่น มักเพ่งเล็งเด็กที่อยู่คนเดียว ดูอ่อนแอ ไม่มีคนช่วย

- สอนพฤติกรรมดีที่จะทำให้คนอื่นอยากเป็นเพื่อนด้วย เช่น มีน้ำใจแบ่งปัน พูดสุภาพ ไม่ล้อเลียนว่าปมด้อยของเพื่อน

- ให้เด็กหัดคิดในมุมมองกลับกันว่า “ถ้าหนูถูกคนอื่นทำแบบนี้... หนูจะรู้สึกยังไง” เพื่อให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) “ถ้าเราไม่อยากให้คนอื่นทำไม่ดีกับเรา เราก็อย่าไปทำกับคนอื่น”

- มีการกำหนดบทลงโทษที่ไม่ใช้ความรุนแรง ฝึกให้เด็กคิดถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำของตัวเอง เช่น ถ้าไปแกล้งล้อเลียนเพื่อนจะต้องทำเวรเพิ่ม

 

บทความโดย :


แพทย์หญิงปรานี ปวีณชนา  จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์