เรื่องสุขภาพใจ...ต้องไปพบ(จิต)แพทย์

เรื่องสุขภาพใจ...ต้องไปพบ (จิต)แพทย์

ปัจจุบันคนไทยมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นว่าจิตแพทย์ไม่ได้รักษาแต่โรคจิตเท่านั้น เพราะคนที่นอน      ไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า ก็ไปหาได้ แล้วต้องมีอาการ “แค่ไหน” ถึงควรไปพบจิตแพทย์

เนื่องจากจิตใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม อีกทั้งอารมณ์กับความคิดยังเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ทุกคนรู้ว่ามีอยู่จริง จึงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจ เราจึงมีวิธีการสังเกตุ “อาการ” ทางจิตใจ ดังนี้

อารมณ์ : ทุกคนเคยเศร้า กังวล หงุดหงิด คนที่ร้องไห้ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคซึมเศร้า ถ้าเป็นไปตามสถานการณ์ และระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่หากจมอยู่กับอารมณ์นั้นๆ นานเกินไป ก็ควรระวังว่าอาจเกินปกติ

ความคิด : ด้านกระแสความคิด เช่น คิดอะไรไม่ค่อยออก สมาธิไม่ดี ขี้ลืม คิดวกวน คิดฟุ้งซ่านจนพูดไม่หยุดหรือนอนไม่หลับ เป็นต้น ส่วนเนื้อหาความคิดที่ผิดไปจากปกติ เช่น มีแต่คนมอง คนนินทา ถูกสะกดรอยตาม คิดว่าคนรักนอกใจแน่นอน ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน กรณีนี้ คนอื่นมักว่าเราคิดไปเอง ยิ่งทำให้เราทุกข์หนักขึ้นอีก

 พฤติกรรมหรือร่างกาย : มีพฤติกรรมแย่ลง เช่น เก็บตัว พูดน้อย ไม่สนใจดูแลตัวเอง ใช้จ่ายไม่ยั้งคิด ดื่มเหล้าสูบบุหรี่มากขึ้น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เป็นต้น ส่วนอาการทางร่างกาย เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ปวดหัวปวดตัวเรื้อรัง ไปตรวจแล้วปกติทุกอย่าง เมื่อไม่รู้สาเหตุของอาการ ก็กังวลอยู่อย่างนั้น

นอกจากนี้เราสามารถสำรวจตนเองได้เมื่ออาการดำเนินมาถึงขั้นสร้างความ “เดือดร้อน” จนส่งผลกระทบหนักพอสมควรหรือเป็นมานานกว่าที่ควรจะเป็น คือ รู้สึกว่าเราไม่มีความสุขเท่าที่ควร หรือมีคนใกล้ชิดทักว่า เราเปลี่ยนแปลงไปในทางลบแม้เราอาจไม่รู้สึกก็ตาม ซึ่งจิตแพทย์จะวินิจฉัยจากทั้งมุมมองของเราและคนใกล้ชิด

          เมื่อมาถึงขั้น “ปัญหา” มีอะไรบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะบางครั้งเราก็ไม่ได้เครียดรุนแรงหรือมีอาการที่หนักหนา อาจแค่มีอาการบางอย่างที่รบกวนพอให้รำคาญ เช่น หลับไม่สนิท หงุดหงิดใส่แฟน บางคนรู้สาเหตุที่เกิดแต่ไม่รู้วิธีจัดการ หรือบางคนไม่รู้สาเหตุแถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ส่วนใหญ่แล้วตัวกระตุ้นมักหนีไม่พ้นเรื่องการเรียน การงาน และคนใกล้ชิด

จิตแพทย์ช่วยให้เราเข้าใจตนเองมากขึ้นว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และมีทางเลือกอย่างไร ซึ่งเมื่อเราเห็นภาพสถานการณ์ชัดเจนขึ้น เราก็มีคำตอบให้ตนเองและรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป แต่หากเรายังสับสนหรือ เป็นทุกข์มากจนคิดอะไรไม่ออก จิตแพทย์สามารถให้คำแนะนำและอาจจำเป็นต้องให้ยาร่วมด้วย ดังนั้น จึงไม่ควรซื้อยากินเอง หรือขอยาคลายกังวลจากแพทย์อื่นๆ พอให้หลับพ้นคืนนี้ไปทั้งที่ยังไม่เข้าใจตนเอง เพราะไม่ได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด

ถ้าเราไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยตนเอง ไม่รู้จะปรับตัวหรือทำใจยังไง อย่าเก็บความไม่สบายใจนั้นไว้คนเดียว ควรพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ เพราะอาการของโรคทางจิตเวชเป็นเรื่องของอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม บางครั้งจึงแยกเองได้ยาก ดังนั้น ผู้ที่จะวินิจฉัยได้ คือ จิตแพทย์ ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านนี้

ถ้าคนรอบข้างหรือเพื่อนดูว่าเราเปลี่ยนไป นั่นแสดงว่า อาการหรือการเปลี่ยนแปลง(ในทางลบ)ของเรานั้น คงจะเยอะและเป็นมานานมากพอสมควร ซึ่งอาจถึงเวลาที่ต้องรีบไปปรึกษา “จิตแพทย์” แล้ว

 

บทความโดย :


พญ.พาพร เลาหวิรภาพ   คอลัมน์ : เรื่องเด่น วารสารพลังใจดีเริ่มที่มนารมย์ ฉบับบที่ 30